nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ป้องกันกระดูกพรุนตั้งแต่ยังสาว

ป้องกันกระดูกพรุนตั้งแต่ยังสาว



ภาวะกระดูกพรุน มักจะพบในผู้หญิงอายุมากกว่า60ปีหรือพบได้ในคนวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว

เมื่อก่อนเราคิดว่าการเสริมแคลเซียมเพื่อป้องกันกระดูกพรุนจะให้กันเมื่อเข้าวัยหมดประจำเดือนแล้ว
แต่ในปัจจุบันมีวิจัยพบว่าการได้รับแคลเซียมที่เพียงพอตั้งแต่ยังเป็นสาวจะสามารถลดอัตราการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้
สรุปแล้วที่ร่างกายต้องการก็ประมาณ 1000 มิลลิกรัมพยายามเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงทุกวัน รวมแล้วให้ได้ประมาณ 1000 มิลลิกรัมสำหรับผู้ที่ทานไม่ได้หรือทานแล้วไม่พออาจจำเป็นจะต้องทานแคลเซียมเสริมโดยทั่วไปให้ทานประมาณ500-600
มิลลิกรัมการรับประทานปริมาณที่มากเกินกว่า 2500 มิลลิกรัมต่อวันอาจทำให้เกิดการสะสมหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากเรื่องของแคลเซียมแล้วร่างกายยังต้องการวิตามินDเพื่อช่วยในการดูดซึมของcalciumซึ่งเราจะสามารถได้vitamin Dทางผิวหนังทางอาหารหรือการเสริมอาหารสำหรับในเมืองไทยเราการได้รับสร้างแดด
ก็จะสามารถได้รับ vitamin D อย่างเพียงพอสุดท้ายสำหรับการป้องกันกระดูกพรุนคือการออกกำลังกายชนิด Weight bearing ได้แก่ การวิ่งการเดินเร็ว การเต้นรำ ส่วนการออกกำลังกายอย่างอื่นเช่นปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ ไม่นับเป็นการออกกำลังกายแบบ weight bearing การออกกำลังกายแบบนี้ ครั้งละ 30 นาทีอาทิตย์ละ 3-4 วันจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกให้ดีขึ้นได้

ขอบคุณโพสท์จัง.คอม

5 โรคอันตรายของผู้หญิง

5 โรคอันตรายของผู้หญิง

คำพูดที่ว่า “เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก” นั้นมันไม่ผิดเลยจริงๆ มีเรื่องราวมากมายให้ต้องคิดให้ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวแล้ว บางคนยังมีเรื่องการงานที่ต้องทำอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นหญิงเก่งด้วยแล้ว ต้องเหนื่อยเป็นพิเศษกว่าเดิม แต่ไม่ว่าจะเก่งกาจอย่างไรถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดีๆ ก็อาจลำบากมากกว่าเดิมได้ เพราะฉะนั้นควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี
Dr.Carebear หมอหมีใจดีตัวแทนสมิติเวชบนโลกแห่งออนไลน์ภายใต้ Facebook/drcarebear มีข้อแนะนำมาฝากคุณผู้หญิงว่า “ตามสถิติทั่วโลกแล้ว โรคอันตรายที่ผู้หญิงควรระวังนั้นมี 5 โรคด้วยกัน คือ โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม กระดูกพรุน โรคซึมเศร้า และโรคภูมิคุ้มกัน Autoimmune ลองมาดูกันว่าแต่ละโรคมีความเสี่ยงจากอะไรและสามารถป้องกันได้อย่างไร”
1.โรคหัวใจ
เป็นสาเหตุการตายของทั้งผู้ชายและผู้หญิงเป็นอันดับต้นๆ ในผู้หญิง โรคหัวใจเป็น สาเหตุการตายสูงถึง 29% ที่สำคัญคือ เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรและอาจทำให้ทุพพลภาพได้ หรือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงได้ ส่วนใหญ่แล้วโรคหัวใจจะพบในผู้ชายได้มากกว่า แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจ ไม่ได้รับการตรวจรักษา หรือได้รับการตรวจวินิจฉัยช้ากว่าที่ควร อาการของโรคหัวใจใน ผู้หญิง อาจจะไม่ใช่แค่อาการเจ็บหน้าอก แต่บางคนมาด้วย อาการปวดที่บริเวณขากรรไกร ปวดที่บริเวณหัวไหล่ หรือมีคลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อย ซึ่งทำให้ไม่คิดว่าเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจได้แก่ อายุที่มากขึ้น พันธุกรรม สูบบุหรี่ คอเลสเตอรอลในเลือดสูง จากปัจจัยเสี่ยงที่พบ อาจแบ่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ และปัจจัยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นจึงควรแก้ไขในส่วนที่จัดการได้ เช่น การออกกำลังกาย การควบคุมนํ้าหนัก งดสูบบุหรี่ ควบคุมระดับไขมันในเลือด ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดสมองได้

2.มะเร็งเต้านม

เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง และถ้าพิจารณาจากสาเหตุการตายจากมะเร็งในผู้หญิง มะเร็งเต้านมเป็น สาเหตุการตายอันดับสองรองจากมะเร็งปอด บางครั้งความวิตกกังวลว่าจะพบมะเร็งเต้านม ทำให้ผู้หญิงหลายๆ คนไม่กล้าไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ หรือเมื่อพบว่าเป็นแล้วทำให้มีการตัดสินใจในการเลือกวิธีการรักษาที่อาจจะ เกินกว่าข้อบ่งชี้ตามมาตรฐาน หรืออาจจะไม่จำเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้แก่ อายุที่มากขึ้น พันธุกรรม เกือบ 5% ถึง 10% ของมะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับความผิดปกติของยีน ที่รู้จักกันดีคือ ยีนที่มีชื่อ ว่า BRCA1 และ BRCA2 genes ประวัติในครอบครัวมีผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมถึงแม้ว่า ในครอบครัวของคุณไม่เคย มีประวัติเรื่องของมะเร็งเต้านมก็ไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่ได้เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ดังนั้น คุณควรพยายามควบคุมนํ้าหนัก ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจร่างกาย เพื่อที่จะเลือกการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมกับคุณ

3.โรคกระดูกพรุน

อาการ หลังค่อม หลังงอ ปวดหลัง หรือการที่กระดูกหักได้ง่ายกว่าปกติ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงวัย ซึ่งภาวะนี้สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ยังสาว เนื่องจากร่างกายจะสร้างมวลกระดูกสะสมไว้ จนกระทั่งอายุประมาณ 30 ปี และเมื่อกระดูกไม่สามารถสร้างเพิ่มขึ้นได้ การรักษามวลกระดูกที่มีอยู่เป็น เรื่องที่จะต้องทำต่อเนื่องโดย การรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ คือประมาณ 1,000 - 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอแล้ว การออกกำลังกาย ชนิดที่ทำให้ร่างกายได้รับนํ้าหนัก เช่นการวิ่ง การเดินเร็ว ไม่มีคำว่าสายไปในการที่จะดูแลกระดูกให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการแตกหักปัจจัย เสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ เพศหญิง อายุที่มากขึ้น โครงร่าง โครงกระดูกที่ค่อนข้างเล็ก คนเอเชียและคนขาวมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกพรุน มากกว่าประวัติโรคกระดูกพรุนในครอบครัว

4.โรคซึมเศร้า
(Depression)

เป็น โรคที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบเท่าตัว ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นว่า ผู้หญิงต้องการสายสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในชีวิตผู้หญิงต้องการที่พึ่งพิงทางใจ ซึ่งถ้าไม่มีที่พึ่งพิงหรือคนที่คอยเป็นกำลังใจให้ ก็จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้บางครั้งการเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมน อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นต่อการเกิดภาวะนี้ โดยเฉพาะหลังคลอด หรือเมื่อเข้าช่วงวัยหมดประจำเดือนปัจจัย เสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้แก่ เคยมีประวัติการเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า มีประวัติของปัญหาโรคหัวใจ เจ็บป่วยเรื้อรังเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หากิจกรรมต่างๆ ทำ เช่น การทำงาน การเข้าสังคม การทำงานอาสา เลี้ยงสัตว์ พยายามหาเหตุผลในการที่จะลุกขึ้นทำสิ่งต่างๆ

5. ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกาย
(Autoimmune Diseases)

เป็น กลุ่มของโรคที่เกิดจากความผิดปกติ ของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ทำลายเซลล์ปกติของร่างกาย มีโรคในกลุ่มนี้มากกว่า 80 ชนิด เช่น โรค SLE โรคไทรอยด์บางชนิด เป็นต้น และที่สำคัญคือ 75% ของผู้ที่เป็นโรคกลุ่มนี้คือผู้หญิง ซึ่งโรคกลุ่มนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่เป็นแย่ลง สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคในกลุ่มนี้ ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยในเรื่องของ พันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องได้ และเนื่องจากไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนที่บอกได้ ทำให้โรคในกลุ่มนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ยาก สิ่งที่ทำได้คือหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ควรรีบพบแพทย์ เช่น การมีผื่นผิดปกติ อาการปวดบวมของข้อ นํ้าหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการบวม ปัสสาวะผิดปกติไป ผมร่วง ซึ่งอาการทั้งหมดนี้ เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ของร่างกายตัวเอง อย่าเพิกเฉยต่ออาการผิดปกติเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม จะได้ให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรก
ท้ายสุด..ยังไงไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายก็ควรจะดูแลสุขภาพตังเองอยู่เสมอเพื่อที่เราจะได้ห่างไกลโรคกันนะจ๊ะ



 ขอบคุณโพสท์จัง.คอม

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

7 ข้อก่อมะเร็ง นะครับ



7 ข้อก่อมะเร็ง นะครับ



มะเร็ง โรคที่หลายคนขยาดกลัว บาง ครั้งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมที่ทำสะสมเอาไว้ก่อนป่วย อย่างที่นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า มีพฤติกรรมบางอย่างเข้าข่ายสร้างหนี้มะเร็ง และสร้างภาวะล้มละลายทางสุขภาพได้ ดังเช่น 7 กรณีหนี้มะเร็งที่อาจถูกมองข้ามไป...
"เอ็กซเรย์บ่อย โดยไม่จำเป็น" เช่น กรณีเอ็กซเรย์มะเร็งเต้านม (แมมโมแกรม) ที่มีรายงานออกมาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญระดับสากลแล้วว่าไม่จำเป็นเสมอไป เพราะไม่ได้ช่วยให้อัตราการเกิดมะเร็งลดลง ทั้งนี้รวมถึงการเอ็กซเรย์แบบเข้าอุโมงค์สแกนทั้งตัว ซึ่งจัดเป็นการอาบรังสี โดยรังสีเอ็กซ์ที่ได้นั้นเป็นพิษต่ออณูกายในระดับดีเอ็นเอ
"ใช้ฮอร์โมน" การได้รับฮอร์โมนมาทั้งแบบกิน ฉีดหรือเสริมเข้าไป ที่ใช้กับวัยทองหรือเพื่อกระตุ้นความหนุ่มสาวใดๆก็ตาม ต้องระวังการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่มีฮอร์โมนเสริมใดที่ไร้พิษภัย การรับเข้าไปมีสิทธิ์ไปกวนฮอร์โมนธรรมชาติของเดิมและกลายเป็นปุ๋ยเร่งมะเร็ง ได้


"นอนดึก" การพักผ่อนที่ดึกเกินไปหรือผิดเวลาบ่อยๆ เช่นการทำงานแบบเข้ากะ สลับเวรเช้า บ่าย และดึก เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพและโรคมะเร็งบางชนิด แต่ไม่จำเป็นต้องลาออกจากหน้าที่การงานเสียหมด เพียงขอให้ฝึกเทคนิคหลับลึกจะช่วยพลิกวิกฤติสุขภาพได้
"กินดึก" ไลฟสไตล์แบบนอนและกินผิดเวลาจะพาให้ระบบในร่างกายแปรปรวน ลองนึกถึงรถยนต์ที่ขับไปนู่นมานี่ไม่มีวันพัก เครื่องยนต์ก็จะเสื่อมเร็วต้องเปลี่ยนอะไหล่ไปเรื่อย การกินดึกเหมือนการแกล้งให้ร่างกายต้องทำโอทีในเวลาที่ควรพักผ่อน ร่างกายต้องลุกขึ้นมาย่อยอาหารอย่างสะลึมสะลือ จะทำให้สมองหลั่งสารต้านมะเร็ง อย่าง “เมลาโทนิน” ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
"กินซ้ำ" ทำพิษกับท่านที่ชอบรับประทานตามสะดวก โดยสั่งอาหารซ้ำเดิมมากินแทบทุกมื้อจนกระเพาะและลำไส้เคยชินกับการกินสาร อาหารเดิม ส่งผลให้ขาดวิตามินได้ แถมการกินซ้ำยังทำให้สะสมพิษไว้ในร่างกาย ที่เกี่ยวกับมะเร็งก็เช่น การรับประทานหมูแฮม แหนม ไส้กรอกบ่อยๆ หรือการกินปลาเค็มบ่อยๆ ก็มีสิทธิ์กระตุ้นมะเร็งในจุดสำคัญของร่างกายได้



"ท้องผูก" อาการท้องผูกช่วยกระทุ้งมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะที่ทำพิษกับลำไส้ใหญ่เพราะอยู่ใกล้ชิดกับของเสียจากร่างกายเป็นที่ สุด อาการท้องผูกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของก้อนมะเร็งในลำไส้ได้ โดยท่านที่เป็นบ่อยหรือมี “ติ่งเนื้อ(Colon polyposis)” ขอแนะให้ไปส่องกล้องดูอย่างน้อยสักครั้ง
และ "เครียดง่าย" ท่านที่เก็บทุกข์เก่ง เช่นมองทุกอย่างได้เป็นเรื่องน่ารำคาญตา รำคาญใจไปเสียหมด รถติดก็หงุดหงิด เด็กเสิร์ฟเดินรับออเดอร์ช้าก็นอยด์ เห็นอะไรขวางหูขวางตา มีความน่าจะเป็นในการเกิดมะเร็งได้สูง เพราะมะเร็งรับวิตามินเร่งโตมาจากความเครียดที่กระตุ้น “อนุมูลอิสระ” ให้วิ่งวนอย่างร่าเริงในกระแสเลือด หนี้มะเร็งข้อสุดท้ายจึงร้ายสุด เพราะทำให้เกิดมะเร็งได้ทุกส่วนรวมถึง “มะเร็งใจ” ด้วย.

 
ขอบคุณ ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อและวิธีเก็บรักษา เครื่องสำอางสุดที่รักของคุณผู้หญิง

เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อและวิธีเก็บรักษา เครื่องสำอางสุดที่รักของคุณผู้หญิง






       วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกเมคอัพให้เหมาะกับคุณเอง และวิธีเก็บรักษาให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า รวมทั้งเคล็ดลับอื่นๆที่จำเป็น สำหรับการจัดการกระเป๋าเครื่องสำอางมาฝากกันค่ะ


     การเลือกซื้อเมคอัพ
       1. ต้องลองด้วยตัวเอง ถ้าเราจะเลือกเมคอัพ เราควรจะทดลองกับตัวเองจะดีที่สุด เพราะสามารถเลือกเฉดที่เข้ากับสีผิว หรือใกล้เคียง มากกว่าการที่เราสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต เพราะรูปภาพที่แต่งเติมมาเพื่อการโฆษณา ก็อาจจะไม่ได้เข้ากับสีผิวของเราจริงๆหรอกนะคะ แต่ถ้าการไปเคาน์เตอร์ ทำให้คุณดูดีเฉพาะเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแต่งให้ ก็ถึงคราวจำเป็นที่จะต้องหาเครื่องสำอาง ที่คุณสามารถแต่งได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ
       2. เช็คเมคอัพกับแสงแบบต่างๆ เฉดของเมคอัพจะแตกต่างกันออกไปในระดับแสงที่ต่างกัน โดยเฉพาะรองพื้น และเมคอัพที่ใช้เพื่อปรับสีผิว และอาจจะดูแตกต่างกันได้อีกเมื่อเมคอัพเช็ตตัว ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสองถึงสามนาทีเพื่อที่จะเห็นความแตกต่าง ฉะนั้น หลังจากลองเมคอัพที่คุณชอบแล้ว ลองเดินเล่นสักพัก และดูเมคอัพของคุณในแสงธรรมชาติที่ต่างไปจากแสงที่เคาน์เตอร์ แถมเรายังจะได้รู้อีกต่างหากว่าเมคอัพติดทนหรือไม่
       3. อย่าทาสีทับกัน อย่างเช่น เวลาที่เราลองสีลิปสติก เรามักจะทาสีหนึ่งแล้วเช็ดแล้วทาอีกสีหนึ่ง ซึ่งสีที่เห็นจากการทาครั้งใหม่อาจจะไม่ใช่สีจริง เพราะได้ถูกผสมไปกับลิปสติกสีแรกที่เช็ดไม่หมด สิ่ง ที่ควรทำก็คือ เช็ดสีก่อนหน้านั้นออกหมด เพื่อที่คุณจะได้เห็นว่าสีจริงๆ เป็นอย่างไร และการลองเมคอัพกับแขนหรือมือ ก็อาจจะทำให้คุณเลือกสีพลาด เพราะใบหน้ากับมือคุณเองก็คนละสีกัน
       4. เชื่อตัวเอง ทุกคนรู้ดีว่า พนักงานจะทำทุกสิ่งเพื่อที่จะขายของ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าคุณดูดีเสมอๆ ฉะนั้น ให้เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง หรือถ้าไม่แน่ใจ ก็พาเพื่อนหรือคนที่คุณไว้ใจไปด้วย เมื่อมีสองความเห็น อาจทำให้พนักงานขายไม่กล้ากดดันให้คุณซื้อของที่ไม่เหมาะกับคุณ แต่สิ่งสำคัญก็คือ คุณเองก็ต้องชอบมันมากๆด้วยเหมือนกัน

     อะไรที่ควรลงทุนซื้อ
       แชมพู ตัวยาในแชมพูบางชนิด อาจมีส่วนผสมของสารทำความสะอาดที่ออกฤทธิ์แรงเกินไป ก่อให้เกิดปัญหาหนังศีรษะ จนทำให้เส้นผมสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ หรือผมขาดหลุดร่วง ซึ่งการลงทุนซื้อแชมพูดีๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อเส้น ผม ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะถ้าเส้นผมหลุดร่วงหรือเป็นปัญหา การรักษาก็ยุ่งยากและแพงมาก
       พู่กันหรือแปรงแต่งหน้า การลงทุนซื้อแปรงหรือพู่กันแต่งหน้าดีๆมาใช้ นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก แปรงที่ดีจะอยู่ทนนาน ขนไม่หลุดร่วงง่าย สามารถล้างทำความสะอาดโดยไม่กักเก็บเชื้อรา เนื่องจากของจำพวกแปรง เราจะใช้ในระยะยาว อาจจะมีราคาซักหน่อย แต่ถ้าเทียบกับที่เราต้องซื้อของถูก แต่ต้องซื้อเปลี่ยนบ่อยๆ ก็รวบรวมเงินไปซื้อแปรงดีๆที่มีราคาดีกว่าค่ะ
       ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง คุณจำเป็นต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่สามารถทำความสะอาดสิ่ง สกปรกที่อุดตันในรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณใช้เครื่องสำอางแบบกันน้ำ ส่วนผิวรอบดวงตาและริมฝีปากก็ต้องการการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน ซึ่งผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่มีคุณภาพต่ำ นอกจากจะล้างไม่สะอาดแล้ว อาจสร้างความระคายเคืองหรือเพิ่มการอุดตันให้แก่ผิว
         อุปกรณ์จัดแต่งผม เนื่องจากอุปกรณ์แต่งผมด้วยความร้อน เช่น ไดร์เป่าผม คีมรีดผม หรือโรลม้วนผมไฟฟ้าแบบที่มีราคาถูกนั้นมักจะทำจากวัสดุที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้เส้นผมต้องสัมผัสกับความร้อนมากเกินไป ส่งผลให้เส้นผมแห้งกรอบและสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ คุณจึงควรทุ่มทุนซื้อคีมรีดผมไฟฟ้าแบบที่มีแผนนำความร้อนที่ทำจากเซรามิก หรือไดร์เป่าผมระบบไอออนนิก ซึ่งอ่อนโยนต่อเส้นผมมากกว่า
       ครีมรองพื้น ครีมรองพื้นดีๆ จะทำให้ผิวหน้าของคุณดูเนียนใสไร้ริ้วรอย มีความยืดหยุ่นพอจะไม่ทำให้เกิดรอยแตกหรือรอยยับย่นใดๆ บนผิวหน้าด้วย ที่สำคัญต้องลองให้เข้ากับเฉดสีผิวของคุณ หน้าจะดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้น
       ลิปสติก ลิปสติกแบบที่ไม่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้น อาจทำให้ริมฝีปากแห้งและเหนียวเหนอะหนะ และยังต้องเสี่ยงกับการผสมสารปรอทลงไปเพื่อเพิ่มสีสันของลิปสติกให้สดใส ดังนั้นการเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเพื่อซื้อลิปสติกดีๆ มาใช้ จะส่งผลดีต่อริมฝีปากของคุณมากกว่า และถ้าจะให้ดียิ่งไปกว่านั้น ก็ควรมีส่วนผสมของสารกันแดด ที่ช่วยปกป้องริมฝีปากจากรังสียูวี
       ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า จุดประสงค์ก็คือการทำความสะอาดใบหน้าโดยไม่ทำลายความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง ไม่จำเป็นจะต้องแพงเสมอไป มีหลายๆรูปแบบ เช่น โฟม เจล ครีม เลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพปัญหาผิวที่มี ไม่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อบ่อยๆ
       สกินแคร์ ผิว ของเราจะต้องเผชิญมลภาวะ และเครื่องสำอางมากมาย เมื่อเราล้างหน้าสะอาดหมดจด คราวนี้ก็ถึงคราวที่เราต้องบำรุง เลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าและผิวกายของเรานะคะ ต้องไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และไม่มีส่วนผสมของสารอันตรายหรือสารเร่งผลัดสีผิว ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่โฆษณาว่าขาวเร็ว น่ากลัวนะคะ หลีกเลี่ยงไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองอย่างชัดเจนดีกว่าค่ะ ลงทุนอีกหน่อย แต่ไม่ต้องไปหาหมอรักษาหน้า รักษาผิว ดีกว่าเห็นๆค่ะ

     อะไรที่ควรประหยัด
       ยาทาเล็บ มัก จะมีอายุการใช้งานสั้น และเทรนด์แฟชั่นสีเล็บก็มักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทางที่ดีก็ควรซื้อแบบขวดเล็กๆมาใช้ และไม่ควรเลือกแบบแห้งเร็ว เพราะมีโอกาสจะแห้งคาขวดได้ง่ายมาก ระยะเวลาการทาครั้งหนึ่งไม่ควรทิ้งไว้หลายวันมากนัก จะทำให้เล็บเหลือง
       ลิปบาล์มหรือปิโตรเลียมเจล ส่วนผสมของลิปบาล์มยี่ห้อไหนๆ ก็มักไม่แตกต่างกัน นั่นคือขี้ผึ้ง กลีเซอรีน และสารให้ความชุ่มชื้น แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการรับรองการผลิตหรือไม่บอกวันหมดอายุ ก็ควรจะทิ้งไป เพราะอาจสร้างความเสียหายให้ริมฝีปากได้
       คอนดิชันเนอร์ มีคอนดิชันเนอร์ดีๆ อยู่ในท้องตลาดมากมาย ตั้งแต่ราคาถูกจนถึงแพง วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าทั่วไป แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือกที่แพงที่สุด เพราะคุณสมบัติคล้ายๆกัน เลือกให้เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะของเราดีกว่าค่ะ จะได้ประหยัดมากขึ้น



       วิธีเก็บเครื่องสำอางให้ใช้ได้ยาวนาน
   1. เปิดฝาต่อเมื่อต้องการใช้เท่านั้น
   2. เมื่อพบว่าผลิตภัณฑ์มีรอยแตก ต้องรีบใช้ให้หมด
   3. หลังจากเปิดใช้แล้ว ปิดฝาให้สนิททุกครั้ง
   4. หากเนื้อผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีหรือกลิ่นเปลี่ยนไป อย่านำมาใช้อีก
   5. ถ้าเครื่องสำอางชิ้นใด เป็นประเภทที่หมดอายุเร็ว ควรเก็บรักษาไว้ที่เย็น แห้ง และมืดเท่านั้น
   6. อย่านำเครื่องสำอางไปผสมน้ำให้เจือจาง หรือนำผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดมาผสมกัน ยกเว้นผลิตภัณฑ์บางชนิดผสมได้ เมื่อผสมก็ควรแยกภาชนะออกมาอีกทีหนึ่งไม่ควรผสมกันไปมาในภาชนะเดิม
   7. หากใช้หมดแล้ว ต้องการเติมผลิตภัณฑ์ลงในขวดเติมอีกครั้ง ควรทำความสะอาดบรรจุภัณฑ์และปล่อยให้แห้งก่อน
   8. อย่าสัมผัสเนื้อครีมหากไม่ได้ล้างมือเด็ดขาด ควรหาช้อนเล็กๆ ตัก
   9. สำหรับมาสคาร่าและอายไลเนอร์ ควรหลีกเลี่ยงการดึงเข้าดึงออกบ่อยๆ เพราะทำให้อากาศเข้าไปภายใน
   10. แปรงแต่งหน้า พู่กัน หรือฟองน้ำ สิ่งเหล่านี้ต้องสัมผัสกับผิวหน้าและเครื่องสำอาง ควรรักษาความสะอาดอยู่เสมอ หมั่นทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือแชมพูอ่อนๆ และตากให้แห้งก่อนนำมาใช้


     เครื่องสำอางมีอายุใช้งาน
          รองพื้น มีสองแบบคือแบบสูตรน้ำกับสูตรน้ำมัน อย่างแรก มีอายุราว 12 เดือน อย่างหลังจะอยู่ได้นามกว่าคือ 18 เดือน หลังจากเปิดใช้ ถ้าคุณสังเกตเห็นสีที่เปลี่ยนไป หรือมีกลิ่นไม่ดีก่อนเวลา ก็ทิ้งไปเลยค่ะ
         คอนซีลเลอร์ สามารถใช้ได้นานถึง 12 เดือน แต่ถ้าเริ่มแห้งแข็ง ก็โยนทิ้งไปได้เลย
         แป้ง แป้งฝุ่นจะใช้ได้นานสองปี ส่วนแป้งแข็งจะอยู่ได้ราวหนึ่งปี เพราะน้ำมันที่สะสมอยู่ในฟองน้ำที่ใช้ทำให้มันเสียได้ง่ายกว่า ฉะนั้นควรทำความสะอาดฟองน้ำอย่างสม่ำเสมอ และก็แผ่นพลาสติกที่รองกั้นระหว่างแป้งกับฟองน้ำเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันสัมผัสกับแป้งโดยตรง
         อายแชโดว์ สามารถใช้ได้นานถึงสามปี แต่ถ้ามันเริ่มแตกร่อน ก็ควรหาตลับใหม่ได้แล้ว
         ดินสอเขียนขอบตา อยู่ได้นานถึงสามปี แต่ต้องเหลามันอยู่เสมอ ส่วนแบบดินสอที่ไม่ต้องเหลาอาจแห้งได้ง่ายกว่า
         มาสคาร่า ใช้ได้ราว 4 เดือน ถ้าเก็บไว้นานกว่านั้นมันจะแห้งแข็งและทาได้ยาก จับตัวเป็นก้อน
         ลิปสติก หนึ่งถึงสองปี แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ดูว่ามันมีกลิ่นหรือสี แปลกไปจากที่เคยเป็นหรือเปล่า
         ยาทาเล็บ ใช้ได้ราวหนึ่งปี และพยายามอย่าให้มีอะไรปนเปื้อนลงไปในขวด ไม่ควรเปิดทิ้งไว้นานๆ และหมั่นเติมน้ำยากันสีทาเล็บแห้ง

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 วิธีสวยเปล่งปลั่งแบบสาว "อินเลิฟ"

10 วิธีสวยเปล่งปลั่งแบบสาว "อินเลิฟ"

การตกหลุมรักทำให้คนเรามีความสุข และความสุขนี่เองที่เปล่งประกายออกมาจากภายใน ทำให้ผู้หญิงมักดูสวยขึ้น เวลามีความรัก แต่ถึงคุณจะโสดสนิท คุณก็สามารถสวยเปล่งปลั่งได้แบบเดียวกับสาวที่กำลัง "อินเลิฟ" เพียงแค่เลียนแบบความเจิดจรัส แบบสาวที่กำลังอินเลิฟ ไม่ว่าจะเป็นผิวที่ดูเปล่งปลั่งแก้มแดงระเรื่อ และดวงตาเปล่งประกาย

1. บำรุงผิวจากภายใน ผิวคุณต้องการการบำรุงอย่างเหมาะสม และวิตามินซีถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยบำรุงและปกป้องผิวจากภายใน นอกจากนี้ การทาวิตามินซีลงบนผิวยังช่วยบำรุงผิวจากภายนอกได้อีกแรงหนึ่ง วิตามินซีจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสงแดด และเร่งการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว และถ้าคุณทาเซรั่มที่มีวิตามินซีก่อนมอยส์เจอไรเซอร์ วิตามินซีจะช่วยให้ผิวของคุณดูดซึมส่วนผสมที่เป็นประโยชน์จากมอยส์เจอไร เซอร์ได้ดีขึ้นด้วย

2. กำจัดเซลล์ผิวเสื่อสภาพ การขัดลอกเซลล์ผิวเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่ง เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมตัวมากขึ้น ผิวของคุณจะหยุดการสะท้อนแสงและทำให้ผิวดูหมองคล้ำ ฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวดูเปล่งปลั่งการขัดเซลล์ผิวช่วยคุณได้

Tips
      เบกกิ้งโซดาสครับ ผสมเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเล็กน้อย จนเป็นส่วนผสมข้น ๆ ทาลงบนใบหน้า จากนั้น ขัดผิวเป็นวงกลมเล็ก ๆ ให้ทั่วแล้วล้างออก
      สครับแป้งข้าวโพดบดหยาบ (Commeal) ผสมแป้งข้าวโพด 2-3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเล็กน้อย แล้วทำแบบเดียวกับเบกกิ้งโซดา
  สครับอัลมอนด์ ผสมอัลมอนด์บดละเอียด ? ช้อนโต๊ะ กับน้ำกุหลาบ 1 ช้อนชา
   สครับข้าวโอ๊ต ผสมข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และโยเกิร์ต 2 ช้อนชา ทาลงบนใบหน้า โดยทาทิ้งไว้สองสามนาทีก่อนขัดผิว แล้วล้างออก
  สครับน้ำตาลทราย ใช้น้ำตาลทรายแดง ? ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ ทาทั่วใบหน้าแล้วขัดเบา ๆ เป็นวงกลม
  สครับน้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำตาลทรายแดง ? ช้อนชา และน้ำแร่ 2 ช้อนโต๊ะ เข้าด้วยกัน ทาทั่วใบหน้าแล้วนวดเบา ๆ
สครับไข่แดง ใช้ไข่แดง 1 ฟอง ผสมกับน้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ นวดเบา ๆ ทั่วใบหน้า

3. ปรับตามฤดูกาล ถ้าคุณปรับกิจวัตรการดูแลผิวของคุณไปตามฤดูกาล คุณจะมีโอกาสมีผิวที่สุขภาพดีกว่า โดยใช้ครีมที่เข้มข้นขึ้นในช่วงหน้าหนาวและอากาศแห้ง และเปลี่ยนมาใช้แบบที่บางเบาลงในหน้าร้อน รวมถึงเพิ่มโทนเนอร์เพื่อความสดชื่น และใช้มาส์กที่ดูซับความมันเป็นครั้งคราว

4. นวดหน้า ใบหน้าของคุณมีความเครียดมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวหนังเกิดการหดตัวผิวหนังจึงขาดสาร บำรุงและความชุ่มชื้นจนดูไม่สดใส แต่คุณสามารถแก้ปัญหาพวกนั้นได้ด้วยการนวดหน้าที่จะช่วยไล่ความตึงเครียดออก จากกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านล่าง นอกจากนี้ การนวดก็เหมือนการกดจุดที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนให้ระบายสารพิษออกไป และช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ด้วย

Tip การทำความสะอาดผิวในช่วงกลางคืน คือช่วงเวลาเหมาะในการนวดหน้า โดยใช้คลีนเซอร์ชนิดน้ำมันหรือครีมชโลมลงบนใบหน้าเยอะ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเหนี่ยวรั้งผิวขณะนวด ใช้มือลูบไล้เบา ๆ จากด้านหน้าคอขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วเลื่อนลงมาทางด้านข้างใบหน้า ทำแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง จากนั้นวางนิ้วให้ขัดกันแล้วกดนวดเบา ๆ เป็นแนววงกลมตั้งแต่คางไปจนถึงใบหู จากกึ่งกลางริมฝีปากไปจนถึงใบหู จากจมูกผ่านแก้มขึ้นไปถึงขมับ และจากหน้าผากไปถึงขมับจบด้วยการลูบไล้จากหน้าอกขึ้นไปถึงขมับ

5. จัดการกับเม็ดสี ความหมองคล้ำและจุดด่างดำเป็นผลมาจากการสร้างเม็ดสีตามธรรมชาติ และจากการเผชิญกับแสงแดด ป้องกันการเกิดความหมองคล้ำและจุดด่างดำที่ทำให้ผิวดูไม่สดใสด้วยการทาครีม กันแดดชนิดที่กันได้ทั้งรังสียูวีเอและบีเป็นประจำ และถ้าเกิดจุดด่างดำขึ้นแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มีสารช่วยให้ผิวกระจ่างใส สามารถช่วยให้จุดด่างดำจางลงได้ แต่ถ้ายังไม่หายก็อาจต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อการรักษาอย่างตรงจุด

6. เลิกนิสัยเสีย ๆ การ สูบบุหรี่เร่งความร่วงโรยของผิว คุณจะไม่อาจมีผิวที่สุขภาพดีไปได้ ถ้าเส้นเลือดตีบตันไม่นำสารอาหารไปเลี้ยงผิว และการสูบบุหรี่ยังทำลายคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินด้วย

7. ฝึกโยคะ โยคะ ไม่เพียงจะดีต่อกล้ามเนื้อ แต่ยังทำให้ผิวดีขึ้นด้วย ประโยชน์ของมันเกิดได้สองประการก็คือ หนึ่ง กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ออกซิเจนไหลไปทั่วร่างกาย นำเอาสารอาหารไปเลี้ยงผิวและขับของเสียออกมา สอง คุณจะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อทั่วเรือนร่างและบนใบหน้าไม่เกร็งและตึงเครียด

Tip บริหารใบหน้า
      นอกจากการฝึกโยคะแล้ว ลองใช้ท่าบริหารใบหน้าต่อไปนี้ เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อที่จะช่วยยกโครงหน้าขึ้น ทำให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ ซึ่งควรทำอย่างต่อเนื่อง
เติมพลังให้กล้ามเนื้อทั้งใบหน้า อ้าปากให้กว้างยืดกรามแต่ละข้างและกล้ามเนื้อทั้งหมดบนใบหน้าเป็นเวลา 10-30 วินาที
     กระชับกล้ามเนื้อคอ กราม ริมฝีปาก และแก้ม วางมือทั้งสองข้างลงบนกระดูกไหปลาร้า แล้วเชิดคางขึ้น จากนั้น ขยับริมฝีปากบนให้กระทบกับริมฝีปากล่างแรง ๆ 12 ครั้ง หยุดพักแป๊บนึง แล้วทำซ้ำอีก
เพิ่มความตึงกระชับบริเวณเปลือกตา วางนิ้วชี้ไว้ตรงบริเวณใต้คิ้ว จากนั้น กดขึ้นไปด้านบนเบา ๆ ขยับตาแล้วคลายออกอย่างรวดเร็ว 12 ครั้ง หยุดพักแป๊บนึ่ง แล้วทำแบบนั้นซ้ำอีก

8. เลียนแบบความเปล่งประกาย ผิวสุขภาพดีจะดูเปล่งปลั่งเพราะมันเรียบเนียนและสะท้อนแสงได้มากกว่าผิวที่ หมองคล้ำและไม่เรียบเนียน แต่เราสามารถเลียนแบบความเปล่งประกาย เช่นนั้นได้ด้วยการใช้เมคอัพที่มีชิมเมอร์เล็กน้อย เคล็ดลับสำคัญของการใช้ชิมเมอร์ก็คือเติมชิมเมอร์ลงไปในบริเวณที่ผิวไม่เป็น มันเงา และอยู่ให้ห่างจากที-โซน รวมถึงบริเวณเปลือกตา เพราะชิมเมอร์จะยิ่งทำให้เส้นริ้วรอยบาง ๆ ดูชัดเจนขึ้น

Tip น้อยดีกว่ามาก
        ชิมเมอร์ควรใช้เพื่อเน้นจุดเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ เช่น ใช้อายแชโดว์แบบแวววาวกับลิปสติกแบบเนื้อแมตต์ หรือกลับกันก็ได้ หรืออาจแค่เติมความผุดผ่องให้ผิวด้วยการทาไฮไลต์ตามแนวโหนกแก้มและส้นจมูก ถ้ารู้สึกว่าทามากเกินไปก็ใช้แป้งแบบทรานสลูเซ่นต์ทากับเพื่อทำให้มันดูเบา ลง


9. ริมฝีปากอวบอิ่ม การเลียนแบบเรียวปากที่ดูอวบอิ่มสดใสของสาวแรกรักเป็นเรื่องไม่ยากเย็นแต่ อย่างใด เพียงแค่ลิปกลอสหรือลิปสติกแบบมันวาวก็สามารถจัดให้คุณได้แล้ว แต่หากไม่ชอบความมันวาวของกลอส ลองใช้ชิมเมอร์เล็กน้อยทาลงบริเวณรอยหยักของเรียวปาก มันจะทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นได้เช่นกัน

Tip อย่าสนใจเพียงแค่เรียวปาก
         แต่ให้สนใจในสิ่งที่ผ่านเข้าไปในปากด้วย จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แคลอรีและน้ำตาลขัดขาวขัดขวางหนทางสู่ความเปล่งปลั่ง เพราะถ้าคุณกินน้ำตาลมากเกินไป คุณจะสร้างอินซูลินที่ทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น และสามารถสร้างผลลบต่อการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติได้


10. ดวงตาสดใส ถ้าอยากดูแข็งแรง และสดใส คุณต้องกำจัดรอยคล้ำและรอยบวมใต้ดวงตาออกไป การนอนให้เต็มอิ่ม 8 ชั่วโมง จะช่วยได้ หรือเลือกใช้อายครีมดี ๆ ที่มีส่วนผสมช่วยให้ผิวรอบดวงตากระจ่างสดใส นอกจากนี้ การนอนให้เพียงพอยังเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผิวที่สุขภาพดี เพราะการนอนไม่พอทำให้ผิวหมองคล้ำและขาดน้ำ คุณจึงควรสร้างตารางการนอนที่เหมาะสมเพื่อผิวที่สวยงาม

Tip มัดผมเวลานอน
        ถ้าคุณผมยาว เพื่อไม่ให้เส้นผมมาโดนผิวหน้า เพราะน้ำมันจากเส้นผมอาจเกาะผิวและทำให้ผิวอุดตันซึ่งนำไปสู่การเกิดสิวได้





ที่มา ... Lisa

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+

10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+

เมื่อ นาฬิกาผิวเดินมาถึงเลข สาม อะไร ๆ ที่เคยสดใสเปล่งปลั่งก็เริ่มส่งสัญญาณแห่งวัยออกมา เรามีข้อแนะนำเพื่อให้คุณเป็นสาวสามสิบยังแจ๋ว


10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อสภาพอากาศ การ ที่ร่างกายขาดน้ำมีผลต่อร่างกายในทุก ๆ ส่วนรวมถึงผิวด้วย ยิ่งในวัยที่มากขึ้นผิวของเราก็จะแห้งไวขึ้น ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วเพื่อคงความชุ่มชื่นของผิว
10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+
2. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผิวจะสวยได้ก็ด้วยความสมบูรณ์จากภายในร่างกาย อาหารที่ประกอบไปด้วยวิตามิน A, C,E อย่าง ผักที่มีสีเขียว สีส้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่ว ธัญญพืช จะดีสำหรับผิวพรรณเสมอ
3. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับสนิทไม่ได้มีประโยชน์ต่อสมอง และร่างกายสดชื่นเท่านั้น ผิวพรรณของคุณก็จะสดชื่นไปด้วย เนื่องจากขณะนอนหลับระบบประสาทอัตโนมัติจะทำการส่งอาหารให้แก่เซลล์ ทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และชลอการเสื่อมของเซลล์ผิว
10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+
4. ปกป้องผิวจากแสงแดด และรังสี UV แม้ยามแต่งกายเปิดเผยผิวส่วน คอ ไหล่ หรือมือตามแฟชั่น โดยทาครีมให้กันแดดให้ทั่วถึงบริเวณนี้ด้วย แสงแดดในเมืองไม่ได้มาจากบนฟ้าเสมอ แสงสะท้อนจากพื้นถนน ลานจอดรถ ผนังกระจกอาคารหรือแม้แต่สระน้ำก็มีผลต่อสุขภาพผิว
5. อยู่ห่างควันบุหรี่ และ ถ้าคุณเป็นคนที่สูบอยู่เลิกเถอะค่ะถ้ายังอยากมีผิวสวยเพราะบุหรี่เป็นตัวการ ทำให้ผิว “แก่” เร็วขึ้นเป็นอันดับสองรองจากแสงอาทิตย์ เนื่องมาจากสารนิโคตินในควันบุหรี่จะมีผลต่อการส่งออกซิเจนไปสู่ผิว
6. ในวัยสามสิบนี้การผลัดผิวจะเริ่มช้าลง ผิวพรรณจะเริ่มแสดงริ้วรอยมากขึ้น ควรขัดผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อให้เซลล์ผิวชั้นนอกหลุดออกและเปิดเผยผิวที่ขึ้นใหม่
7. เมื่อเริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยหรือจุดด่างดำอย่านิ่งนอนใจ เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ ครีมต่าง ๆ ที่เคยใช้มาในวัย 20 อาจจะไม่มีคุณสมบัตินี้นะคะ
10 คำแนะนำสำหรับผิวสาววัย 30+
8. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่บำรุงลึกเข้าไปถึงระดับเซลล์และมีสารให้ความชุ่มชื่นทางธรรมชาติเป็นประจำ อย่างเช่นสาร กลีเซอรีน ซึ่งสามารถซึมซาบเข้าไปในชั้นผิวหนัง ช่วยให้ผิวมีความนุ่มเนียน ลดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวแห้งได้
9. ตรวจสอบครีมกันแดดที่เคยใช้ว่ามี SPF เท่าไหร่ อย่างน้อยควรทาครีมกันแดดที่มี SPF ไม่ต่ำกว่า 15 เป็นประจำทุกวันแม้ไม่ได้ออกไปเจอแดดตรง ๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเรตินอล อนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอจะช่วยเรื่องผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวหนัง ลดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น รวมถึงสารธรรมชาติอย่าง CLA ซึ่งเป็นกรดไขมันอีกชนิดหนึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผิวพรรณดูเรียบเนียน  มีความยืดหยุ่นอ่อนกว่าวัย
10. ดูแลผิวหน้าให้ครบวงจรเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่การชำระล้างสิ่งสกปรก การบำรุงผิวด้วยครีมทั้งกลางวันและกลางคืน และอย่าลืมรอบ ๆ ดวงตาที่เป็นบริเวณที่ผิวอ่อนโยนต้องการการดูแลไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่น ผลิตภัณฑ์อย่างพอนด์ส เอจ มิราเคิล เซลล์ รีเจน ที่มีทั้งโฟมล้างหน้าที่ลดลอยหมองคล้ำ อายครีมช่วยลบเลือนริ้วรอยบริเวณหางตา และวงคล้ำใต้ตา เดย์ครีม และไนท์ครีมเพื่อดูแลผิวสาวของคุณตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

8 ความลับ ของ สาวผอมหุ่นดี

8 ความลับ ของ สาวผอมหุ่นดี

……..ขณะ ที่คนซึ่งน้ำหนักเกินส่วนใหญ่มักจะหมกหมุ่นกับเรื่องการกินมากกว่า ลองมาแอบดูว่าคนผอมๆ ทำหรือไม่ทำอะไร แล้วคุณจะเลียนแบบพวกเธอได้ยังไงบ้าง
Smiley 1. พวกเธอเลือกอาหารที่ทำให้พึงพอใจมากกว่าอิ่มจนแน่นท้อง
ใน อัตราส่วนความอิ่มจาก 1 ถึง 10 ผู้หญิงรูปร่างผอมจะหยุดกินเมื่อถึงระดับ 6 หรือ 7 ขณะที่คนส่วนมากมักกินต่อไปจนถึงระดับ 8 หรือ 10 มันอาจเพราะคุณสำคัญผิดระหว่างความอิ่มกับความพึงพอใจ หรือคุณอาจเคยชินกับการกินทุกอย่างตรงหน้าจนหมดเกลี้ยงไม่ว่าคุณจะต้องการ มันจริงๆ หรือไม่ก็ตาม

วิธีเลียนแบบ เพื่อกินแบบเดียวกับผู้มีรูปร่างผอม วางช้อนลง และประเมินความอิ่มจากอัตราส่วน 1 ถึง 10 ทำแบบเดียวกันอีกครั้ง เมื่อเหลือสักห้าคำ เป้าหมายก็คือเพิ่มความรู้ตัวถึงความพึงพอใจของตัวเองในระหว่างการกิน (มันยังทำให้คุณกินช้าลงซึ่งให้โอกาสความอิ่มส่งสัญญาณเข้ามา)

2 . พวกเธอรู้ว่าความหิวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนSmiley
คน ส่วนใหญ่ที่ดิ้นรนกับเรื่องน้ำหนักตัวมักมองความหิวเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ อย่างเร่งด่วน ดังนั้น ถ้าคุณกลัวความหิว คุณอาจกินมากเกินไปอยู่เสมอ แต่คนผอมๆ จะทนได้มากกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงมัน

วิธีเลียนแบบ เลือกวันที่ยุ่งๆ เพื่อชะลอเวลาอาหารกลางวันออกไปอย่างจงใจสักหนึ่งหรือสองชั่วโมง หรือลองพยายามงดของว่างมื้อบ่ายสักหนึ่งวัน คุณจะเห็นได้ว่าตัวเองก็ยังสบายดีอยู่ จากนั้น ครั้งต่อไปที่คุณได้ยินเสียงท้องร้อง คุณจะหยุดตัวเองไม่ให้ตรงดิ่งไปยังตู้เย็นในทันทีได้


Smiley 3. พวกเธอไม่ใช้อาหารเพื่อเยียวยาอารมณ์เศร้า
ไม่ใช่ว่าผู้หญิงรูปร่างผอมบางมีภูมิด้านทานต่อการกินตามอารมณ์ แต่พวกเธอมักจะรู้ตัว เวลาที่ทำอย่างนั้นและหยุดมันได้

วิธีเลียนแบบ ถ้า คุณหิวจริงๆ กินของว่างที่มีประโยชน์ อย่างเช่นถั่วหนึ่งกำมือ เพื่อหยุดตัวเองเอาไว้ ก่อนรออาหารมื้อต่อไป แต่ถ้า คุณหงุดหงิด เหงา หรือเหนื่อย ลองหาทางออกที่ปราศจากแคลอรี่ เช่น ออกไปวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นไปมารอบๆ อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ความโกรธหายไป เหงาก็โทรหาเพื่อน หรือไปเดินเล่นที่ศูนย์การค้าหรือถ้าเหนื่อยก็ไปนอนเสียดีกว่า

Smiley 4. พวกเธอกินผลไม้มากกว่า
งาน วิจัยเมื่อปี 2006 ใน Journal of the American Dieletic Association ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงรูปร่างผอมบาง มักกินผลไม้มากกว่าหนึ่งครั้งในแต่ละวัน กินเส้นใยอาหารมากกว่าและกินไขมันน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนอ้วน

วิธีเลียนแบบ ลองเริ่มสำรวจการกินของคุณเพื่อหาทางเพิ่มผลไม้ (ไม่ใช่น้ำผลไม้นะ) เข้าไป ตั้งเป้ากินให้ได้สองหรือสามส่วนต่อวัน เช่น เพิ่มผลไม้ลงไปในอาหารแต่ละมื้อ หรือกินผลไม้เป็นของหวาน

5. พวกเธอสร้างความเคยชินSmiley
การ กินอาหารหลากหลายเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหลากหลายมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารที่มีรสชาติแตกต่างกันมากเกินไปทำให้คุณ ยิ่งกินมากขึ้น คนผอมมักจะมีรูปแบบของการกินที่วางแผนมาแล้วอย่างดี มีของแปลกๆ เพิ่มเข้ามา 2-3 อย่าง แต่ส่วนใหญ่อาหารของพวกเธอจะคาดเดาได้

วิธีเลียนแบบ ลองกินอาหารหลักๆ ซ้ำกันในแต่ละมื้อ เช่น กินซีเรียลตอนเช้า กินสลัดตอนกลางวัน กินปลาตอนเย็น เป็นต้น มันโอ.เค. ที่จะเพิ่มทูน่าหรือไก่ย่าง เข้าไปกับสลัดผักในบางวัน แต่การกินกับอาหารหลักๆ ที่เดาได้ คุณจะจำกัดโอกาสที่จะกินมากเกินไปได้


Smiley 6. พวกเธอรู้จักการควบคุมตัวเอง
งาน วิจัยที่มหาวิทยาลัย Tufts พบว่า ปัจจัยที่ทำนายได้ถึงการมีน้ำหนักขึ้นของผู้หญิงในวัย 50 และ 60 คือระดับของความยับยั้งชั่งใจ ผู้หญิงที่มีความยับยั้งชั่งใจสูงจะมีดัชนิมวลกายต่ำกว่า
วิธีเลียนแบบ เตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่คุณมักจะขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างมาก เช่น ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองหรือเวลาอยู่กับเพื่อน ถ้าคุณชอบกินตอนงานเลี้ยง บอกตัวเองว่าคุณจะกินของว่างแค่หนึ่งชิ้นในรอบที่สี่ ซึ่งมันถูกส่งผ่านมา ถ้าคุณกินมื้อค่ำนอกบ้านลองสั่งอาหารมาแบ่งกันกับเพื่อน หรือถ้าคุณเครียด ก็ให้แน่ใจว่าคุณมีของว่างที่เคี้ยวได้ (อย่างเช่น ผลไม้หรือแครอตแท่ง) เอาไว้ใกล้มือ

7. พวกเธอชอบเคลื่อนไหว
โดย เฉลี่ยผู้หญิงรูปร่างผอมจะยืนมากกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งในแต่ละวัน ที่สามารถช่วยเผาผลาญได้ 33 ปอนด์ต่อปี นี่เป็นผลจากการศึกษาของลินิกเมโย ในเมืองโรเชลเตอร์ สหรัฐฯ

วิธีเลียนแบบ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าคนเรามักประเมินความแอ็คทีฟของตัวเองเกินจริง คนส่วนใหญ่มักใช้เวลา 16-20 ชม. ในแต่ละวันไปกับการนั่ง ใส่เครื่องนับก้าวเพื่อดูว่าคุณเข้าใกล้จำนวน 10,000 ก้าวแค่ไหน และในแต่ละวันคุณควรออกกำลัง 30 นาที รวมกับการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น การเดินขึ้นบันได

8. พวกเธอนอนหลับสนิท
ผู้หญิง ที่ผอมบางมักนอนมากกว่า 2 ชม. ต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับคนน้ำหนักเกิน งานวิจัยของโรงเรียนแพทย์อีสเทิร์นเวอร์จิเนียบอกเช่นนั้น นักวิจัยเชื่อว่าการนอนน้อยทำให้ระดับของฮอร์โมนที่ช่วยกดความอยากอาหาร (Lepfin) ต่ำลง และระดับของฮอร์โมนที่เพิ่มความอยากอาหาร (Ghrelin) สูงขึ้น

วิธีเลียนแบบ ลอง ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็คือประมาณ 17 นาที/ต่อวัน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก แม้คุณจะงานยุ่งเพียงใดก็ตาม เริ่มต้นตรงนั้นและค่อยๆ เพิ่มเวลานอนให้ได้วันละ 8 ชม. ในแต่ละคืน ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ส่วนมาก

ขอบคุณ นิตยสาร Lisa